การเกิดสงครามและผลของสงครามโลกครั้งที่ 1

            ในวันที่ 28 มิถุนายน 2457 ขณะที่อาร์ชดุ๊ก ฟรานซิส เฟอร์ดินานด์(Archduke Francis Ferdinand) มกุฎราชกุมารแห่งจักรวรรดิออสเตรีย  ฮังการีเสด็จเยือนกรุงซาราเจโว (Sarajevo) เมืองหลวงของแคว้นบอสเนีย เฮอร์เซโกวีนา พร้อมด้วยพระชายา ก็ถูกนักชาตินิยมหัวรุนแรงคนหนึ่งยิงปืนใส่จนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ ออสเตรียเชื่อว่าเซอร์เบียอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้จึงยื่นคำขาดให้ตอบข้อเรียกร้องหลายข้อภายใน 48 ชั่วโมง แม้เซอร์เบียพยายามชี้แจงแทบทุกข้อและเสนอให้นำการณีพิพาทขึ้นสู่ศาลโลกที่กรุงเฮก ออสเตรียก็ไม่สนใจและประกาศสงครามกับเซอร์เบียในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 หลังจากนั้นประเทศพันธมิตรต่างๆ ของคู่กรณีก็ทยอยประกาศภาวะสงครามต่อกัน ยกเว้นอิตาลีซึ่งทำสัญญาลับกับกลุ่มความตกลงในไตรภาคี แต่ในที่สุดหลังจากสงครามเริ่มขึ้น 9 เดือน อิตาลีได้ประกาศสงครามกับกลุ่มพันธมิตรเดิมของตน

            สงครามดำเนินไปอย่างยืดเยื้อผิดความคาดหมายของทุกฝ่าย ค่ายพันธไมตรีไตรภาคีได้พันธมิตรเพิ่มขึ้นคือ บุลกาเรียและจักรวรรดิออตโตมัน เรียกว่า ฝ่ายมหาอำนาจกลาง(Central Powers) ค่ายความตกลงไตรภาคีได้ญี่ปุ่น กรีซ โรมาเนีย และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รวมทั้งไทย(ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 6 ) เป็นพันธมิตรรวม 32 ประเทศเรียกว่าฝ่ายพันธมิตร(Allied Powers)

            สงครามครั้งนี้เป็นการรบแบบใหม่ใช้อาวุธที่ผลิตได้จำนวนตามกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม อาวุธชนิดใหม่ ได้แก่

            1. ปืนกล (machine gun) ซึ่งมีประสิทธิภาพมาก การป้องกันตัวจากปืนใหญ่และการสาดกระสุนของ

ปืนกลคือการขุดสนามเพลาะ(trench) เป็นแนวยาวเพื่อซุ่มซ่อนตัวเป็นวัน สัปดาห์หรือเดือน

            2.  เครื่องบิน(airplane) ยังเป็นระยะเริ่มต้นพัฒนา โดยเป็นเครื่องบินใบพัดซึ่งบินไม่ได้เร็วนัก ใช้บิน

ลาดตระเวนหรือหย่อนระเบิดพื้นที่เป้าหมาย

            3. รถถัง(tank) อังกฤษเป็นผู้นำมาใช้ใน พ.ศ. 2459 ทำให้การบุกฝ่าเข้าปในแดนข้าศึกสะดวกขึ้น

            4. เรือดำน้ำ(submarine) เยอรมนีเป็นผู้นำมาใช้เพื่อการยุทธเป็นจำนวนมาก คนไทยในสมัยนั้น

เรียกว่าเรืออู(U-boat) เป็นมหันตภัยสำหรับการขนส่งสินค้าของฝ่ายพันธมิตรมาก

            5. ก๊าซพิษ(poison gas) เป็นการใช้สารเคมีในการทำร้ายคู่ต่อสู้ ซึ่งความรุนแรงของสารเคมีมีตั้งแต่ทำ

            ให้ระคายเคือง อาเจียน ผิวหนังปริแตก หายใจไม่ออก จนกระทั่งรุนแรงถึงขนาดทำให้เสียชีวิตภายในไม่กี่นาที ถือเป็นอาวุธร้ายแรงที่ผลิตง่าย ใช้เวลาน้อยและราคาถูก เช่น ก๊าซน้ำตา ก๊าซมัสตาร์ด ก๊าซไซยาไนด์ และก๊าซทำลายระบบประสาท เป็นต้น เยอรมนีเป็นฝ่ายริเริ่มใช้ก่อน ทำให้ในสงครามนี้ทหารทั้ง 2 ฝ่ายต้องใส่หน้ากากเพื่อป้องกันตนเอง

            การรบดำเนินไปจนถึง พ.ศ. 2459  ก็ยังไม่มีใครแพ้ชนะ ทั้ง 2 ฝ่ายต่างได้รับความเสียหายครั้นใน พ.ศ.2460 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น 2 อย่างคือ

            1) การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซีย ทำให้รัสเซียถอนตัวออกจากสงครามในต้น พ.ศ.2461

            2) สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2460 ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนขวัญและกำลังใจของฝ่ายพันธมิตรเป็นอันมาก

            ในที่สุดเยอรมนีก็ต้องลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461 หลังจากนั้นประเทศสัมพันธมิตรก็เตรียมจัดทำสนธิสัญญาสันติภาพกับฝ่ายมหาอำนาจกลาง แต่ละประเทศได้ลงนามสนธิสัญญาแวร์ซายส์ (Treaty of Versailles) ซึ่งเป็นการลงนามระหว่างประเทศสัมพันธมิตรกับเยอรมนีในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2462   ก็เป็นอันปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ ลง สงครามที่คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 8 ล้านคน หลายล้านคนบาดเจ็บและอีกหลายล้านคนพิการตลอดชีวิต นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลกที่พลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากพอ ๆ กับฝ่ายทหารที่เกี่ยวข้องในการการรบ